การเปิดตัวและสถาปัตยกรรม Sparse MoE ขนาด 428 พันล้านพารามิเตอร์
MiniMax ได้ประกาศเปิดตัวโมเดลเรือธงรุ่นล่าสุดอย่างเป็นทางการในชื่อ M3.1 Flash เมื่อวันที่ 19 ตุลาคม 2026 โดยโมเดลนี้ได้รับการยืนยันว่าเป็นระบบที่ผ่านการทดสอบแบบไม่เปิดเผยตัวตน (Stealth Test) ภายใต้รหัส 'Space Bunny' ซึ่งประมวลผลโทเคนในสภาพแวดล้อมจริงไปมากกว่า 200 ล้านล้านโทเคนก่อนการเปิดตัว
ในเชิงสถาปัตยกรรม M3.1 Flash ได้รับการออกแบบเป็นโมเดล Mixture-of-Experts (MoE) มัลติโมดอล มีพารามิเตอร์รวมทั้งสิ้น 428 พันล้านพารามิเตอร์ (428B) แต่เปิดใช้งานจริงเพียงประมาณ 23 พันล้านพารามิเตอร์ (23B active parameters) ต่อหนึ่งโทเคน ควบคู่ไปกับกลไก Sparse Attention และตัวประมวลผลภาพแบบเนทีฟ (Native Visual Encoder) โมเดลรองรับขนาดบริบทอินพุตสูงถึง 1,000,000 โทเคน และรองรับความยาวของเอาต์พุตได้สูงสุด 524,288 โทเคน
ระบบการคิด Always-On และโครงสร้างราคาสำหรับนักพัฒนา
หนึ่งในความเปลี่ยนแปลงสำคัญด้านการออกแบบระบบของ MiniMax คือกลไกการใช้เหตุผลแบบบังคับเปิดตลอดเวลา (Always-on Reasoning) ซึ่งผู้พัฒนาไม่สามารถสั่งปิดได้ โดยการส่งคำสั่ง API ที่ระบุค่า thinking.type=disabled จะส่งข้อผิดพลาดกลับมาทันที ระบบแบ่งระดับการคิดออกเป็น 5 ลำดับความพยายาม ได้แก่ Low, Medium, High, Xhigh และ Max พร้อมส่งผลลัพธ์ขั้นตอนการคิดแยกออกมาในฟิลด์ reasoning_content โดยเฉพาะ
สำหรับความพร้อมใช้งาน M3.1 Flash เปิดให้บริการแล้วบน MiniMax API (ในชื่อโมเดล MiniMax-M3.1-Flash), แอปพลิเคชันเดสก์ท็อป MiniMax Code และแพ็กเกจสมาชิก M Plan โดยกำหนดราคา API ไว้ที่ $0.15 ต่อ 1 ล้านโทเคนอินพุต, $0.60 ต่อ 1 ล้านโทเคนเอาต์พุต และ $0.015 ต่อ 1 ล้านโทเคนสำหรับ Cached Input นอกจากนี้ MiniMax ยังกำหนดตารางการปล่อยน้ำหนักโมเดลแบบสาธารณะ (Open Weights) ไว้อย่างเป็นทางการในวันที่ 23 ตุลาคม 2026
ผลการทดสอบประสิทธิภาพที่รายงานโดยผู้พัฒนาและความเป็นจริงในการตรวจสอบ
ตัวเลขการทดสอบประสิทธิภาพที่รายงานโดย MiniMax ระบุว่า M3.1 Flash ทำคะแนนบนชุดทดสอบระบบอัตโนมัติ Automation-Bench v1.0.6 ได้ 62.2 (และแตะ 62.8 ที่ระดับความพยายามสูงสุดในกราฟต้นทุน), ได้คะแนน BankerToolBench ที่ 76.2 ซึ่งเท่ากับ Claude Opus 5, ทำคะแนน DeepSWE v1.1 ได้ 73.7%, ทำคะแนนชุดทดสอบ Agents' Last Exam (ALE) ได้ 29.6% (โดยระบุต้นทุนการรันครบ 152 งานที่ราว $111) ตลอดจนได้คะแนน OSWorld 2.0 ที่ 61.7, CyberGym ที่ 82.2 และ Terminal Bench 4.0 ที่ 38.1
อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเหล่านี้เป็นตัวเลขที่ผู้พัฒนาเผยแพร่ด้วยตนเอง และยังไม่มีรายงานการประเมินผลอย่างเป็นอิสระจากบุคคลภายนอกออกมารองรับอย่างเป็นทางการ นอกจากนี้ การอ้างว่า M3.1 Flash ชนะโมเดลคู่แข่งทุกมิติยังไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงทั้งหมด เนื่องจากตัวเลขของ MiniMax เองก็แสดงให้เห็นว่า DeepSeek-V4.1-Flash-1017 ยังคงมีคะแนนนำบน DeepSWE ด้วยระดับ 77.0% เมื่อเทียบกับ 73.7% ของ M3.1 Flash
เสียงสะท้อนจากกลุ่มผู้พัฒนา ความคุ้มค่า และข้อกังขาเรื่องผลทดสอบ
ในหมู่นักพัฒนาซอฟต์แวร์และผู้ปฏิบัติงานด้านปัญญาประดิษฐ์ มีกระแสชื่นชมอย่างมากในด้านความเร็วและประสิทธิภาพของต้นทุน โดยการออกแบบสถาปัตยกรรมแบบเบาบาง (Aggressive Sparsity) ส่งผลให้สามารถทำความเร็วการอนุมานได้สูงถึง 170 ถึงกว่า 200 โทเคนต่อวินาที และลดค่าใช้จ่ายเฉลี่ยลงมาต่ำกว่า $0.05 ต่องานเชิงเอเจนต์ ทำให้กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจสำหรับงานที่ต้องรันคำสั่งอัตโนมัติต่อเนื่อง
ในทางกลับกัน วิศวกรและนักวิจัยบางส่วนได้แสดงความกังขาเกี่ยวกับความสะอาดของชุดทดสอบ (Benchmark Contamination) โดยชี้ว่าคะแนนอาจถูกปรับแต่งมาเพื่อการทดสอบโดยเฉพาะ ทั้งนี้ ในช่วงที่โมเดลเปิดทดสอบแบบนิรนามในชื่อ Space Bunny ผู้พัฒนาที่นำไปทดสอบกับงานเขียนโค้ดจริงยังคงชื่นชอบโมเดลอย่าง GLM-5.3-Flash หรือ DeepSeek-V4.1-Flash มากกว่า นอกจากนี้ ข่าวลือที่อ้างว่าน้ำหนักโมเดลเปิดให้ดาวน์โหลดใช้งานบนฮาร์ดแวร์ทั่วไปได้ทันทีนั้นไม่เป็นความจริง เนื่องจากกำหนดการเปิดเผยเวตยังคงเป็นวันที่ 23 ตุลาคม
นัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและการประยุกต์ใช้งานในประเทศไทย
สำหรับองค์กรธุรกิจและสตาร์ทอัพในประเทศไทย การมาถึงของ M3.1 Flash นำเสนอทางเลือกใหม่ที่สำคัญในการบริหารต้นทุนเทคโนโลยี (TCO) หน้าต่างบริบทขนาด 1,000,000 โทเคนพร้อมระบบแคชชิ่งที่มีราคาเพียง $0.015 ต่อ 1 ล้านโทเคน ช่วยเปิดทางให้ธุรกิจไทยสามารถนำโมเดลไปใช้ประมวลผลเอกสารสัญญาทางกฎหมาย รายงานประจำปี หรือคู่มือระเบียบปฏิบัติองค์กรขนาดยาวได้อย่างคุ้มค่าทางการเงิน
อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดด้าน Always-On Reasoning บังคับให้ระบบต้องใช้เวลาและโทเคนในการคิดเพิ่มขึ้น จึงอาจไม่เหมาะกับงานประเภทที่ต้องการความหน่วงเวลาต่ำมาก เช่น แชตบอตบริการลูกค้าแบบตอบกลับทันที (Low-latency Customer Service) ผู้นำฝ่ายเทคโนโลยีในไทยจึงควรวางสถาปัตยกรรมแบบไฮบริด โดยใช้โมเดลนี้สำหรับงานวิเคราะห์เชิงลึก งานประมวลผลเอเจนต์ซอฟต์แวร์ หรือตรวจสอบข้อมูลขนาดยาว และรอประเมินความสามารถในการรันแบบ On-premise หลังการปล่อยโอเพนเวตในสัปดาห์นี้
M3.1 Flash ทำให้อัตราค่าบริการโมเดลระดับ Agentic ขั้นสูงถูกลงอย่างมากด้วยราคา $0.15 ต่อ 1 ล้านโทเคนอินพุต ช่วยให้ธุรกิจในไทยสามารถพัฒนาแอปพลิเคชันเอเจนต์และการวิเคราะห์เอกสารยาวได้โดยไม่ต้องพึ่งพาค่ายปิดในราคาสูง