สัญญาประวัติศาสตร์ 22 ปี: Google ผนึก Fortum ดึงพลังงานนิวเคลียร์ Loviisa สู่อุตสาหกรรม AI
เมื่อวันที่ 9 กันยายน 2026 บริษัทพลังงานของรัฐบาลฟินแลนด์ Fortum Corporation และ Google ได้ประกาศการบรรลุข้อตกลงสัญญาซื้อขายไฟฟ้าภาคธุรกิจ (Corporate Power Purchase Agreement หรือ PPA) ระยะเวลา 22 ปี โดยเชื่อมโยงโดยตรงกับกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ Loviisa ข้อตกลงดังกล่าวระบุว่าการส่งมอบพลังงานจะเริ่มต้นในระดับลดทอนในปี 2028 ก่อนจะขยายสู่สัดส่วนเต็มที่ 50% ของกำลังการผลิตทั้งหมดจากโรงไฟฟ้า Loviisa ตั้งแต่ปี 2030 จนถึงปี 2049
ข้อตกลงนี้นับเป็นสัญญาซื้อขายไฟฟ้านิวเคลียร์ฉบับแรกของ Google ภายนอกประเทศสหรัฐอเมริกา และยังสร้างหมุดหมายสำคัญในฐานะความร่วมมือระดับองค์กรระดับโลกฉบับแรกที่เข้าสนับสนุนเงินทุนโดยตรงในการยืดอายุการใช้งานและการปรับปรุงเพิ่มกำลังการผลิตของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์เดิม เพื่อรองรับภาระงานประมวลผลขั้นสูงของปัญญาประดิษฐ์ที่ต้องการพลังงานต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง
เม็ดเงินลงทุน 1.3 หมื่นล้านยูโรกับการขยายโครงสร้างพื้นฐานศูนย์ข้อมูลในฟินแลนด์
ควบคู่ไปกับสัญญาซื้อขายไฟฟ้า Google ได้ให้คำมั่นในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในฟินแลนด์มูลค่ารวม 1.3 หมื่นล้านยูโร (ประมาณ 1.51 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ) ในช่วงระหว่างปี 2027 ถึง 2028 ซึ่งเงินทุนมหาศาลนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อขยายศูนย์ข้อมูลเดิมที่เมือง Hamina และก่อสร้างศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่อีก 3 แห่งในเขตเทศบาล Kajaani, Muhos และ Vaala
นอกจากนี้ ข้อตกลงดังกล่าวยังรวมถึงการบริหารและปรับปรุงประสิทธิภาพระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System: BESS) ขนาด 94 เมกะวัตต์ (MW) ซึ่งตั้งอยู่ติดกับศูนย์ข้อมูลแห่งใหม่ในเมือง Kajaani เพื่อรองรับความผันผวนของโครงข่ายไฟฟ้าท้องถิ่น
ในฝั่งของ Fortum รายได้ที่แน่นอนและคาดการณ์ได้จากสัญญาระยะยาว 22 ปีนี้ จะเป็นกลไกสำคัญในการปิดยอดการระดมทุนสำหรับโครงการต่ออายุเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์แบบใช้น้ำความดันสูง (Pressurized Water Reactor: PWR) ทั้งสองหน่วยของโรงไฟฟ้า Loviisa มูลค่ารวม 1 พันล้านยูโร เพื่อให้สามารถเดินเครื่องต่อเนื่องไปจนถึงปี 2050 ซึ่งก่อนหน้านี้มีเงินทุนประมาณ 700 ล้านยูโรที่ยังรอการตัดสินใจลงทุนขั้นสุดท้าย (Final Investment Decision)
ขอบเขตที่แท้จริงและข้อจำกัดของบันทึกความเข้าใจ (MoU)
แม้ว่าข้อตกลงสำหรับโรงไฟฟ้า Loviisa จะมีผลผูกพันทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์ แต่ Google และ Fortum ยังได้ร่วมลงนามในบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding หรือ MoU) เพิ่มเติม เพื่อศึกษาความเป็นไปได้ของพลังงานนิวเคลียร์ยุคใหม่ รวมถึงเตาปฏิกรณ์โมดูลาร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactors: SMRs) และโครงการก่อสร้างเตาปฏิกรณ์ใหม่ในภูมิภาคนอร์ดิก
อย่างไรก็ตาม ต้องระบุให้ชัดเจนตามข้อเท็จจริงว่า บันทึกความเข้าใจดังกล่าวไม่ได้มีข้อผูกพันทางการเงินหรือการระดมทุนเพื่อจัดสร้างเตาปฏิกรณ์ SMR ในขณะนี้แต่อย่างใด สัญญาที่มีผลบังคับใช้จริงในปัจจุบันยังคงจำกัดอยู่เฉพาะการซื้อพลังงาน 50% จากเตาปฏิกรณ์เดิมที่ Loviisa เท่านั้น
มุมมองของนักวิเคราะห์และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรม
การเคลื่อนไหวครั้งนี้ก่อให้เกิดการอภิปรายอย่างกว้างขวางในหมู่วิศวกรระบบโครงข่ายและผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน โดยกลุ่มหนึ่งมองว่านี่คือตัวอย่างของการปฏิบัติการทางพลังงานที่สมเหตุสมผล (Strategic Energy Pragmatism) เนื่องจากเงินทุนจากผู้ให้บริการคลาวด์และ AI ระดับโลกกำลังกลายเป็นผู้ช่วยชีวิตสินทรัพย์พลังงานนิวเคลียร์ในยุโรปที่เกือบจะต้องถูกปลดระวางก่อนกำหนดเพราะขาดแคลนงบประมาณในการปรับปรุง
ในทางกลับกัน นักวิเคราะห์โครงข่ายไฟฟ้าบางส่วนแสดงความกังวลเกี่ยวกับประเด็นการแย่งชิงพลังงานสะอาด (Baseload Cannibalization) โดยตั้งคำถามว่าการที่ศูนย์ข้อมูล AI ขนาดใหญ่เข้าผูกขาดไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำถึงกึ่งหนึ่งของโรงไฟฟ้าหลัก อาจสร้างแรงกดดันให้ผู้บริโภคทั่วไปและภาคอุตสาหกรรมดั้งเดิมต้องพึ่งพาพลังงานทดแทนรูปแบบอื่นที่มีความผันผวนสูง หรืออาจส่งผลกระทบต่อต้นทุนค่าไฟฟ้าเฉลี่ยในภูมิภาค แม้ว่าข้อโต้แย้งที่ระบุว่าจะทำให้ผู้ใช้ทั่วไปต้องหันไปใช้พลังงานฟอสซิลจะยังไม่มีรายงานผลกระทบโครงข่ายออกมายืนยันก็ตาม นอกจากนี้ยังมีความเห็นในกลุ่มนักวิจัยที่ตั้งข้อสงสัยว่า ประสิทธิภาพของซอฟต์แวร์ AI และชิปประมวลผลที่พัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จะทำให้ความต้องการศูนย์ข้อมูลฮาร์ดแวร์ขนาดมหึมาเช่นนี้ยังคงจำเป็นอยู่อีกหรือไม่ในอีก 10 ถึง 20 ปีข้างหน้า
นัยสำคัญต่อภาคธุรกิจและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานในประเทศไทย
สำหรับองค์กรธุรกิจและผู้กำหนดนโยบายในประเทศไทย ข้อตกลงระดับ 1.3 หมื่นล้านยูโรของ Google สะท้อนให้เห็นว่า ข้อจำกัดที่แท้จริงของการขยายตัวของเทคโนโลยี Generative AI ไม่ใช่เพียงแค่อุปทานของหน่วยประมวลผล GPU อีกต่อไป แต่คือ 'เสถียรภาพของพลังงานไฟฟ้าฐาน' (Baseload Clean Power) ที่สามารถจ่ายกระแสไฟได้อย่างต่อเนื่องโดยไม่มีการปล่อยคาร์บอน
ในขณะที่ประเทศไทยกำลังผลักดันนโยบายดึงดูดการลงทุน Data Center และ Cloud Region ระดับภูมิภาคจากผู้ให้บริการระดับโลก (Hyperscalers) การพึ่งพาเพียงพลังงานแสงอาทิตย์หรือพลังงานลมที่มีความผันผวนอาจไม่เพียงพอต่อข้อกำหนดระดับ 24/7 Carbon-Free Energy ของบริษัทเทคโนโลยีเหล่านี้ ภาคธุรกิจพลังงานและภาครัฐของไทยจึงจำเป็นต้องเร่งศึกษารูปแบบสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาว (Utility PPA), ระบบกักเก็บพลังงานขนาดใหญ่ (BESS) และการเตรียมพร้อมด้านโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ รวมถึงพิจารณาความเป็นไปได้ทางเทคนิคของพลังงานไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำ เพื่อให้ประเทศยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันในฐานะศูนย์กลาง AI ระดับภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน
นี่คือสัญญาซื้อขายไฟฟ้านิวเคลียร์ (Nuclear PPA) นอกสหรัฐฯ ฉบับแรกของ Google ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการขยายตัวของ AI กำลังบีบให้บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ต้องเข้าสนับสนุนพลังงานไฟฟ้าฐานคาร์บอนต่ำโดยตรงเพื่อรักษาเสถียรภาพระบบโครงข่าย